ในปีนี้ตลาดเครื่องประดับของไทยจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ในช่วงปีที่ผ่านมาการส่งออกเครื่องประดับของไทยมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ทำให้ตลาดมีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท โดยการขยายตัวดังกล่าวเกิดจากการที่นักลงทุนหันมาเก็งกำไรและลงทุนกับทองมากขึ้น ส่วนการส่งออกเฉพาะสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ไม่นับรวมทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูป กลับหดตัวลงร้อยละ 17.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีก่อน ส่งผลให้การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่ไม่นับรวมทองคำที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปของไทยถดถอยลงอย่างเด่นชัดนับตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าวจวบจนปัจจุบัน

ยิ่งเศรษฐกิจโลกเกิดปัญหาจึงทำให้ผู้บริโภคชาวต่างชาติหันไปซื้อสินค้าเครื่องประดับที่ราคาไม่แพง ส่งผลให้ตลาดเครื่องประดับของไทยประสบปัญหาขาดแคลนรายได้ อีกทั้งการปรับตัวของราคาเงินและทองคำซึ่งเป็นวัตถุดิบในการทำเครื่องประดับมีราคาที่สูงขึ้น และมีราคาขึ้นลงตลอดเวลา จึงทำให้เครื่องประดับไทยต้องขึ้นราคาตามไปด้วย

ทางด้านผู้ประกอบการเองต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา หากไม่เร่งปรับปรุงกลยุทธ์ก็อาจจะยิ่งส่งผลร้ายต่อกิจการมากขึ้นก็เป็นไปได้นอกจากนี้ ผู้ประกอบการบางรายก็มุ่งขยายจากการเป็นผู้ผลิตสินค้าเครื่องประดับอัญมณีกลุ่มกลาง-สูง (Medium-High End) ให้กับแบรนด์ระดับโลก มาเป็นบริษัทแบรนด์เครื่องประดับโลก (World Class Jewelry Brand Company) ซึ่งมีฐานการจัดจำหน่ายและค้าปลีกกระจายไปตามภูมิภาคที่สำคัญของโลกเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกันภาครัฐเองก็ได้มีการส่งเสริมในด้านการยกเลิกเก็บภาษีวัตถุดิบ โดยเหลือเพียงการเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายร้อยละละ 1 เท่านั้น ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนต่ำลง และสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ นอกจากนี้ภาครัฐยังเร่งเปิดตลาดให้กับผู้ประกอบการชาวไทยด้วย

อีกไม่นานคาดว่าตลาดเครื่องประดับของไทยน่าจะมีการเติบโตขึ้นอีกหลายเท่าหลังจากที่ประสบปัญหาต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบที่สูงมานาน โดยคาดว่าเครื่องประดับเงิน และเครื่องประดับเทียมจะยังคงมีโอกาสขยายตัวได้ระดับหนึ่ง เพราะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำที่ยังคงชื่นชอบการแต่งตัวได้เป็นอย่างดี เนื่องด้วยราคาถูกกว่าเครื่องประดับทอง อีกทั้งยังมีตลาดต่างประเทศที่สำคัญเปิดรับผู้ประกอบการชาวไทย